![]() |
![]() |
TECHNIC TOSAKIN ![]()
![]()

|
|
ปลาทองโทซาคิน เป็นปลาทองสายพันธุ์ดั้งเดิมสายพันธุ์หนึ่ง เรียกกันในหมู่นักเลี้ยงปลาทองว่า ราชินีแห่งปลาทอง ด้วยความสวยงามของช่วงลำตัวซึ่งมีรูปทรงคล้ายหยดน้ำ และแผ่นหางที่กางอย่างสวยงาม แต่แฝงไว้ซึ่งความอ่อนโยน เมื่อปลาโตขึ้นเรื่อย ๆ ด้านข้างของหางทั้งสองข้าง จะม้วนลงอย่างสวยงาม และย่นเข้าเรื่อย ๆ มีพัฒนาการเต็มที่เมื่อมีอายุ 3-4 ปี ปลาทองโทซาคิน เริ่มมีการเลี้ยงครั้งแรกในสมัยเอโดะ (ประมาณ 400 ปีก่อน) แหล่งกำเนิดเดิมนั้นอยู่ที่เกาะโคจิ ประเทศญี่ปุ่น โดยได้มีการค้นพบร่องรอยประวัติศาสตร์การเลี้ยงปลาทองชนิดนี้ แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และแผ่นดินไหวนันไค ซึ่งเป็นผลทำให้ปลาทองชนิดนี้เกือบจะสูญพันธุ์ แต่ก็ยังพอมีหลงเหลือสายพันธุ์ สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ในประเทศไทย ปลาทองชนิดนี้ได้มีผู้นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2542 เป็นต้นมา และประสบผลสำเร็จสามารถเพาะเลี้ยงปลาทองชนิดนี้ได้ แต่มีจำนวนไม่มากนัก ด้วยความสวยงามของมัน จึงทำให้เริ่มเป็นที่ใฝ่หาของนักเลี้ยงปลาในเมืองไทย ผู้ที่จะเริ่มเลี้ยงปลาทองโทซาคิน ควรเป็นผู้ที่รักมันอย่างแท้จริง |
|
|
|
|
1. การเตรียมการก่อนจะเริ่มเลี้ยงปลาโทซาคิน |
||
![]() |
ก่อนที่จะเริ่มเลี้ยงปลาชนิดนี้ จะต้องเตรียมสถานที่ก่อน ซึ่งจะเป็นหลักทั่วไปคล้ายกับการเลี้ยงปลาทองชนิดอื่น สถานที่ตั้งบ่อปลาควรได้รับแสงอาทิตย์ในช่วงเช้า ซึ่งจะมีผลทำให้สีสันของปลาสวยงาม และสุขภาพแข็งแรง อย่าให้โดนน้ำฝนโดยเด็ดขาด ควรเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างเงียบ ไม่มีคนพลุกพล่าน อากาศถ่ายเทได้สะดวก และระวังอุณหภูมิที่อาจจะสูงเกินไปในช่วงฤดูร้อน ภาชนะที่ใช้เลี้ยงปลาชนิดนี้ให้สวยงาม ในช่วงปลายังมีขนาดเล็ก ควรเป็นอ่างที่มีลักษณะทรงกลมคล้ายชาม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 70-90 เซนติเมตร ซึ่งจะช่วยให้รูปทรงหางของปลามีการพัฒนาได้อย่างสวยงาม ความสูงของน้ำประมาณ 15-20 เซนติเมตร แล้วแต่ขนาดของปลา การเลือกซื้ออ่างหากเป็นอ่างที่ทำจากปูน ให้ใช้มือลูบรอบ ๆ อ่างด้านใน อ่างที่ดีภายในต้องลื่นเรียบ ไม่คม และก่อนใช้จำเป็นต้องแช่น้ำไว้ก่อน จนมั่นใจว่าไม่มีความเค็มของเนื้อปูนหลงเหลืออยู่ หรืออาจจะเลือกบ่อกลมที่ทำจากพลาสติกซึ่งคนทั่วไปนิยมใช้เลี้ยงต้นบัวก็ได้ หากปลาที่เลี้ยงมีขนาดใหญ่ขึ้น และรูปหางเริ่มม้วนอย่างสวยงาม ส่วนลำตัวเริ่มอ้วนกลมจนเริ่มเห็นส่วนหัวเพรียวแหลมขึ้นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงในอ่างกลมอีกต่อไป สามารถปรับเปลี่ยนมาเลี้ยงในบ่อทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 1.0 คูณ 0.8 เมตรขึ้นไปได้ จะทำให้ปลามีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนปลาต่อบ่อขนาดนี้ควรอยู่ที่ 6-8 ตัว ต่อ 1 บ่อ และลดจำนวนลงเหลือบ่อละ 4 ตัวเมื่อปลามีขนาดโตขึ้นอีก
|
|
![]() |
![]() |
ในประเทศญี่ปุ่น การเลี้ยงปลาทองชนิดนี้จะไม่ใช้เครื่องปั๊มพ์อากาศ เพราะต้องการให้ผิวน้ำที่ใช้เลี้ยงราบเรียบ ไม่มีคลื่นน้ำ แต่สำหรับในบ้านเราเนื่องจากมีภูมิอากาศร้อนจัด จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องปัมพ์อากาศช่วย |
|
2. การเลือกซื้อปลาทองโทซาคิน |
||
|
การเลือกซื้อปลา ควรเลือกปลาที่มีลักษณะส่วนหัวเรียวแหลม ส่วนของหางแผ่กว้าง ใบหางใหญ่ หางของปลาโทซาคินเป็นชนิดหางสาม คือไม่มีรอยแยกที่ปลายหาง หากเป็นปลาที่มีรอยแยกยาวที่ปลายหาง ซึ่งภาษานักเลี้ยงปลาเรียกกันว่า หางสี่ จัดว่าเป็นปลาที่ไม่ได้มาตรฐาน หากเป็นรอยแยกสั้น ๆ หรือเว้าเพียงเล็กน้อย ไม่ถือว่าเป็นตำหนิแต่อย่างใด จุดสำคัญอีกจุดหนึ่งคือ ปลาที่มีคุณภาพดีจะต้องมีเส้นกลางหางที่ตรง และยาวตั้งแต่โคนหางจรดถึงปลายหาง ลำตัวของปลาที่อ้วนกลม ซึ่งเป็นผลทำให้ส่วนของปากดูเรียวแหลมขึ้นนั้น ไม่สามารถคัดเลือกได้เมื่อปลายังมีขนาดเล็กอยู่ หากเป็นปลาที่มีสายพันธุ์ที่ดี และมีวิธีการเลี้ยงที่ถูกต้อง เมื่อปลาเจริญเติบโตขึ้นก็จะมีการพัฒนาเป็นไปตามสายพันธุ์ แต่ทั้งนี้ต้องเริ่มตั้งแต่ผู้เพาะพันธุ์ จะต้องมีวิธีการเลี้ยงที่ถูกต้อง เพราะปลาชนิดนี้จะเติบโตและสวยขึ้นได้ นอกเหนือจากสายพันธุ์ต้องดีแล้ว อีกส่วนที่สำคัญอยู่ที่การวางรากฐานตั้งแต่ช่วงอนุบาลลูกปลาเมื่อออกจากไข่ และการเลี้ยงลูกปลาอย่างถูกวิธี การเลี้ยงลูกปลาอย่างถูกวิธีนั้น ก็คือ การไม่เร่งให้ลูกปลามีอัตราการเจริญเติบโตที่เร็วเกินไป เพราะจะทำให้ลำตัวยาวขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่วนของใบหางดูเล็กเมื่อเทียบกับลำตัว ซึ่งดูแล้วไม่สมสัดส่วน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้แล้วก็ไม่สามารถแก้ไขให้ปลากลับมามีทรวดทรงที่ดีได้ |
|
|
![]() |
||
|
3. วิธีการเลี้ยงปลาทองโทซาคิน |
||
![]() |
หากปลาตายภายใน 2 อาทิตย์ ส่วนใหญ่พบว่าปลาป่วยเป็นโรคแผลที่เหงือก ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างกระทันหัน และปลาไม่สามารถปรับตัวได้ ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการเตรียมน้ำก่อนการเลี้ยงไว้เนิ่น ๆ การปล่อยปลาจากถุงอย่างระมัดระวัง หากไม่มั่นใจในน้ำที่จะใช้เลี้ยง ก็ควรขอน้ำที่ทางร้านขายปลาใช้เลี้ยงปลามาด้วยอีกส่วนหนึ่ง เพื่อให้ปลาสามารถปรับตัวได้ง่ายขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนถ่ายน้ำที่ควรเริ่มต้นจากการเปลี่ยนถ่ายครั้งละน้อย ๆ เช่น เปลี่ยนถ่ายครั้งแรกโดยการดูดน้ำเก่าออก 10 % แล้วค่อย ๆ เติมน้ำใหม่ลงไปอย่างช้า ๆ ให้เท่ากับปริมาณที่ดูดออก ระยะการเปลี่ยนถ่าย 3-4 วัน ต่อ 1 ครั้ง จากนั้นจึงค่อย ๆ เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ และลดระยะเวลาเหลือเปลี่ยนถ่าย 1-2 วันต่อครั้ง การเลี้ยงปลาชนิดนี้ในประเทศญี่ปุ่น จะเปลี่ยนถ่ายน้ำครึ่งบ่อทุก 3 วัน แต่การเลี้ยงในสภาวะอากาศร้อนจัดอย่างบ้านเรา ควรฝึกให้ปลาเคยชินกับการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ซึ่งช่วงอากาศร้อนจัดอาจจะต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวัน แต่ละครั้งไม่ควรเกิน 50 % ไม่ควรให้อาหารปลา และเปลี่ยนถ่ายน้ำในเวลาเดียวกัน เพราะจะทำให้ปลาอ่อนแอ อาหารที่เหมาะสมกับปลาชนิดนี้ หากเป็นอาหารเม็ดจะต้องมีเม็ดที่นุ่ม หรือควรนำอาหารแช่น้ำให้เม็ดนุ่มก่อนแล้วค่อยให้ปลากิน ปลาชนิดนี้ว่ายน้ำช้า ๆ และชอบอยู่นิ่ง ๆ ไม่ค่อยได้ใช้พลังงาน จึงไม่ควรให้อาหารที่มีโปรตีนสูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ซึ่งจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ควรให้อาหารสดที่ล้างสะอาดปราศจากเชื้อโรคให้ปลากินบ้างเพื่อผลในด้านการขับถ่าย |
|
![]() |
||
|
4. การผสมพันธุ์ |
||
|
ปลาชนิดนี้จะผสมพันธุ์โดยการวางไข่ เหมือนกับปลาทองสายพันธุ์อื่น การให้อาหารปลามากเกินไปจะทำให้ปลาไข่ยาก สภาพอากาศที่ร้อนจัดมักจะเป็นปัญหากับการวางไข่ของปลาโทซาคิน ปลาที่เลี้ยงในที่อุณหภูมิสูงเป็นเวลานานโอกาสในการวางไข่จะน้อย ในบ้านเราปลาชนิดนี้จึงมักจะวางไข่ในช่วงปลายปี ซึ่งมีอากาศค่อนข้างเย็นเมื่อเทียบกับช่วงอื่น อากาศในช่วงปลายปีของเมืองไทยจะเหมาะมากในการเพาะพันธุ์ปลาโทซาคิน บางท่านอาจจะสงสัยว่าจะเพาะพันธุ์อย่างไรเพื่อให้ได้ลูกปลาโทซาคินที่ดีจำนวนมาก ๆ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่าการเพาะพันธุ์ปลาทองชนิดนี้ก็ไม่ต่างจากการเพาะพันธุ์ปลาทองรันชูมากนัก คือ พ่อแม่พันธุ์จะให้ลูกปลาที่ดีได้ จะต้องผ่านการเลี้ยงในที่อุณหภูมิหนาวเย็นมาช่วงเวลาหนึ่ง อากาศที่หนาวเย็นจะส่งผลให้ไข่ปลาที่อยู่ในรังไข่ของปลาแม่พันธุ์ และน้ำเชื้อของปลาพ่อพันธุ์มีความสมบูรณ์เต็มที่ ส่งผลให้โอกาสที่จะได้ลูกปลาที่ดีมีมากเช่นเดียวกัน อัตราลูกปลาที่สามารถคัดได้เมื่อเทียบเป็นเปอร์เซนต์แล้วมีมากกว่ารันชู เนื่องจากปลาชนิดนี้จะให้ลูกปลาที่ดีเมื่อวางไข่ในน้ำที่มีอุณหภูมิประมาณ 22-25 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิของบ้านเราในช่วงปลายปี การเพาะพันธุ์ในบ้านเราจึงมีโอกาสได้ลูกปลาที่ดีได้ การนำปลาที่มีสายเลือดใกล้ชิดกัน หรือคอกเดียวกันมาผสมพันธุ์กันเอง จะทำให้ได้ลูกปลาที่มีคุณภาพต่ำ หรือมีความผิดปกติด้านพันธุกรรม สังเกตจากลูกปลาที่ได้ ไม่มีครีบทวาร, ไม่มีครีบกระโดงหลัง หรือครีบกระโดงหลังไม่เต็ม, รูปทรงผิดปกติ, ไม่มีเส้นแกนกางหาง และ มีสุขภาพที่อ่อนแอ |
|
|
![]() |
||
![]() ![]() ![]() ![]() |
||
|
5. โรคของปลา |
|
|