Home
Boss แนะนำตัว
Boss พาทัวร์
ปลานำเข้าของ Boss
อาหารปลา&อุปกรณ์
สนทนารันชู
เทคนิค
ข่าวประชาสัมพันธ์
ติดต่อ Boss

เลี้ยงปลาทองอย่างไร ให้สดใส แข็งแรง ไร้โรคภัย


ปลาหลากหลายสายพันธุ์
Azumanishiki
Cyakin
Edonishiki
Hamanishiki
Jikin
Kurodemekin
Kyariko
Kyarikoparl
Nankin
Oranda-shishigashira
Ranchu
Ryukin
Sakuranishiki
Suihougan
Tantyo
Tosakin
หมายเหตุ รูปภาพจาก Japan Kingyo 2004 Calendar
 

ในประเทศญี่ปุ่น ปลาทองมีมากมายหลายสายพันธุ์ ทุกสายพันธุ์จะกำหนดรุ่น โดยการเรียกตามอายุ เนื่องจากประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นเป็นช่วงเวลายาวนาน จึงทำให้ตามปกติสามารถเพาะพันธุ์ปลาทองได้เพียงปีละครั้ง ในช่วงเดือน มีนาคม ถึง เมษายน เท่านั้น แต่สภาพอากาศที่เป็นเช่นนี้กลับเป็นผลดี ทำให้สามารถผลิตปลาที่มีคุณภาพดีได้

  • ปลาแรกเกิด จนถึงอายุประมาณ 3 เดือน จะเรียกกันว่า Aoko (อาโอโคะ) ในเมืองไทยนิยมเรียกกันว่า Black Baby ซึ่งโดยทั่วไป จะมีขนาดความยาวของลำตัวจากหัวจรดปลายหาง ประมาณ 2-4 ซม.
  • โตขึ้นมาอีกเล็กน้อยมักจะเรียกกันว่า Bigbaby (ประมาณ 4-8 ซม.) จนถึงปลามีอายุ 6 เดือนขึ้นไป ก็จะเรียกปลาตัวนั้นว่า Tosai (โทไซ)

 

  • พอถึงเดือน มกราคม ของปีถัดไป ถึงแม้ปลาจะมีอายุเพียง 8-9 เดือน ก็มักจะเรียกกันว่าเป็นปลา Nisai (นิไซ)
  • ถึงเดือน มกราคม ของอีกปีหนึ่ง ก็จะเรียกกันว่า Oya (โอหย่ะ) หรือรุ่นพ่อแม่พันธุ์
คิดที่จะเลี้ยงปลาทอง คุณพร้อมหรือยัง

ก่อนที่คุณจะเริ่มเลี้ยงปลาทอง คุณต้องพิจารณาดูให้ดีว่า คุณมีเวลาที่จะดูแลชีวิตน้อย ๆ เหล่านี้หรือไม่ ปลาทองเป็นปลาที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ หากคุณดูแลมันด้วยความเข้าใจแล้ว คุณจะพบว่ามันจะให้การตอบแทนโดยการให้ความเพลิดเพลินกับคุณ และการเจริญเติบโตที่สวยขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คุณภูมิใจว่าคุณก็มีฝีมือในการเลี้ยงที่ดีเหมือนกัน

การเริ่มต้นที่ดี จะทำให้คุณมีความเพลิดเพลินกับการเลี้ยง ไม่เป็นภาระ และไร้ซึ่งปัญหาจุกจิกกวนใจ โดยการจัดวางระบบทุกอย่างให้พร้อม เช่น สถานที่ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลา , บ่อหรือภาชนะที่ใช้เลี้ยง, ระบบการเปลี่ยนถ่ายน้ำ - การเติมอากาศ เป็นต้น

 

สถานที่ ชนิด-ขนาดของบ่อ อุปกรณ์ที่ต้องใช้

สถานที่ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลาทอง ควรจะอยู่ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก หากมีแสงแดดส่องโดนในยามเช้า (ประมาณ 8 โมง ถึง 11โมง) จะดีมาก ควรหลีกเลี่ยงการโดนแดดทั้งวัน ต้องไม่โดนฝน และป้องกันไม่ให้สัตว์ชนิดอื่นมาคาบไปกินได้ โดยเฉพาะ นก สุนัข งู เป็นต้น

ปลาทอง Ranchu และ Tosakin นิยมเลี้ยงกันในบ่อ ส่วนปลาทอง Jikin สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อ และในตู้ปลา แต่โดยทั่วไปแล้วปลาทั้งสามชนิดนี้เรียกได้ว่าเป็นปลา Top View คือ นิยมมองดูในด้านบน มากกว่าด้านข้าง จึงเหมาะสมที่จะเลี้ยงในบ่อปลามากกว่า

 

บ่อปลา ในปัจจุบันมีให้เลือกทั้ง บ่อที่หล่อจากปูน , บ่อที่ทำจากไฟเบอร์ และ บ่อที่ทำจากพลาสติก

 

บ่อที่หล่อจากปูน มีให้เลือกทั้งบ่อปูนสำเร็จรูป มีมากมายหลายขนาด และบ่อที่ใช้ก่ออิฐฉาบปูนแบบ ถาวร ซึ่งทั้งสองแบบจะให้ความแข็งแรง ทนทาน มากกว่าบ่อประเภทอื่น มีราคาไม่สูง และสามารถควบคุมอุณหภูมิของน้ำให้เปลี่ยนแปลงได้อย่างช้า ๆ แต่จะมีข้อเสีย คือ น้ำหนักมาก (หมายถึงบ่อปูนสำเร็จรูป) เมื่อมีตะไคร่น้ำขึ้นจะล้างทำความสะอาดได้ยาก อาจก่อให้เกิดการสะสมของเชื้อโรคตามรูพรุนเล็ก ๆ ของเนื้อปูน และเนื่องจากบ่อชนิดนี้ทำจากปูน จึงทำให้ค่าความกระด้างของน้ำเปลี่ยนแปลงได้ง่าย หากเป็นบ่อใหม่ ต้องระวังอย่างมากในเรื่องความเค็มของเนื้อปูน ก่อนจะใช้ต้องแช่น้ำไว้เป็นเวลานาน (นับเดือน) จนแน่ใจว่าไม่มีความเค็มของเนื้อปูนหลงเหลืออยู่ หรือหากต้องการรีบใช้ สามารถแก้ได้โดยการปล่อยบ่อให้แห้ง นำน้ำส้มสายชู มาทาบ่อด้านในให้รอบบ่อ ปล่อยให้แห้งแล้วทาซ้ำอีกหลาย ๆ เที่ยว จากนั้นใส่น้ำให้เต็มบ่อ เทน้ำส้มสายชูผสมลงไปด้วย ทิ้งไว้สัก 2 วัน แล้วจึงล้างให้สะอาด จะช่วยให้ความเค็มของปูนลดน้อยลง และสามารถใช้เลี้ยงปลาได้ แต่การเลี้ยงปลาในระยะแรกควรสังเกตอาการของปลาด้วยว่า ลำตัวปลาตกเลือด หรือมีผื่นแดง หรือไม่ เพราะนั่นเป็นอาการที่ปลาแพ้ความเค็มของปูน

อีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันคือการทาสี สีที่ใช้เป็นสี เพ้นท์การ์ด อีนาเมล หรือที่นิยมเรียกกันว่าี Epoxy (อีพ็อกซี่) การทาสีบ่อนี้จะมีผลดีตรงที่เมื่อสีแห้งแล้ว ล้างทำความสะอาด และสามารถใช้เลี้ยงปลาได้ทันที และสามารถแก้ปัญหาจุดอ่อนของบ่อปูนได้ทั้งในเรื่องความกระด้างของน้ำ รูพรุนของผิวปูน และทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น

สีอีพ็อกซี่ ของโจตัน 1 ชุด มี 2 กระป๋อง คือกระป๋อง A และกระป๋อง B วิธีการใช้จะต้องนำทั้งสองกระป๋องมาผสมกันในอัตราส่วน 1 ต่อ 4 ส่วน ควรผสมทีละน้อยตามความจำเป็น เพราะสีที่ผสมแล้วจะแห้งแข็งตัวในเวลาอันรวดเร็ว และไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก บ่อปูนใหม่จะต้องใช้รองพื้น ก็คือ น้ำมันวานิช ของโจตัน ทารองพื้นก่อนสัก 2-3 เที่ยวยิ่งดี ก่อนทาทับต้องปล่อยให้น้ำมันวานิชเดิมแห้งสนิทก่อน เมื่อทาน้ำมันวานิชเสร็จแล้ว จึงเริ่มลงสีจริง ซึ่งมีหลายเฉดสีให้เลือกตามความพอใจ ตัวทำละลายที่ต้องใช้คือ ทินเนอร์ ของโจตัน เบอร์ 17 การผสมทินเนอร์ไม่ควรเกิน 10 % ของเนื้อสี เพราะหากผสมทินเนอร์มากไป ถึงแม้จะทำให้ทาสีได้ง่าย ลื่นมือ แต่เนื้อสีจะไม่แข็งแกร่ง การเกาะติดของเนื้อสีจะน้อยลง และความเงางามจะลดน้อยลงตามไปด้วย

บ่อไฟเบอร์ ในปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ข้อดีของบ่อไฟเบอร์ก็คือ น้ำหนักเบา ล้างทำความสะอาดง่าย ผิวบ่อเรียบลื่น จึงทำให้ไม่เป็นที่สะสมของเชื้อโรค ไม่มีปัญหาในเรื่องค่าความกระด้างของน้ำ ส่วนข้อเสียเมื่อเทียบกับบ่อปูน คือ ราคาสูงกว่า แข็งแกร่งน้อยกว่าน และอุณหภูมิน้ำในบ่อเปลี่ยนแปลงเร็วกว่า

การแก้ปัญหาอุณหภูมิน้ำในบ่อไฟเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สามารถทำได้โดย การเลือกขนาดของบ่อไฟเบอร์ ให้มีขนาดบรรจุน้ำได้มาก ความหนาของบ่อไฟเบอร์ยิ่งหนามากก็ยิ่งมีส่วนช่วยในเรื่องนี้ได้ดีมากขึ้น แต่ทั้งนี้บ่อไฟเบอร์ยิ่งหนาเท่าไหร่ราคาก็ยิ่งสูงมากขึ้นอีก บ่อไฟเบอร์ที่ประเทศญี่ปุ่นของผู้ผลิตบางรายจะใช้ฉนวนรักษาอุณหภูมิแทรกไว้ในผิวเนื้อกลาง แต่ราคาของบ่ออยู่ที่ใบละไม่ต่ำกว่า 10,000.- บาท

 


บ่อพลาสติก มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับบ่อไฟเบอร์

ขนาดของบ่อ มีความสำคัญมาก การเลี้ยงปลาทองให้ดีควรให้ปลามีพื้นที่การว่ายได้มาก ซึ่งขนาดของบ่อไม่ควรต่ำกว่า 1.10 เมตร คูณ 0.90 เมตร และความลึกไม่ควรน้อยกว่า 25 เซนติเมตร ตัวอย่างบ่อขนาด 1.10 เมตร คูณ 0.90 เมตร ควรเลี้ยงปลาในรุ่นโทไซ ไม่เกิน 4 ตัว เป็นต้น แต่ถ้าเป็นปลาทอง Tosakin ขนาดเล็ก ควรเลี้ยงในบ่อทรงกลม ลักษณะคล้ายชาม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากบ่อตั้งแต่ 50 –70 เซนติเมตร จะทำให้หางของปลามีพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงปลาโทซาคิน สามารถศึกษาวิธีการเลี้ยงได้ที่เทคนิคการเลี้ยงโทซาคินเบื้องต้น และเทคนิคการเลี้ยงโทซาคินชั้นสูง ในเวปไซด์นี้ได้

 

 

แหล่งน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงน้ำที่ใช้เลี้ยง ต้องเป็นน้ำที่สะอาด ปราศจากคลอรีน 100% ซึ่งน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาทองโดยทั่วไปมี 2 ประเภท คือ น้ำประปา และน้ำบาดาล

น้ำประปา เป็นน้ำที่ค่อนข้างเชื่อมั่นในความสะอาดได้มากกว่าน้ำประเภทอื่น แต่จะมีปัญหามากในด้านคลอรีนที่ผสมอยู่ น้ำประปาจะนำมาใช้เลี้ยงปลาได้จะต้องเป็นน้ำที่ปราศจากคลอรีน โดยอาจจะนำน้ำประปาผ่านเครื่องกรองน้ำ (เครื่องกรองน้ำจะต้องใส่สารกรองคาร์บอน) , การนำน้ำประปามาพักทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน หรือการใส่สารลดคลอรีนในน้ำประปา ซึ่งวิธีนี้ควรใช้ในเวลาที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น

เครื่องกรองน้ำที่ใช้ดักคลอรีนในน้ำประปา ควรใช้เครื่องกรองที่มีความจุสารกรองไม่ต่ำกว่า 20 ลิตร และใช้สารกรอง Activated Carbon ที่มีคุณภาพดี มีการทดสอบน้ำที่ผ่านเครื่องกรองอย่างสม่ำเสมอว่ามีคลอรีนติดออกมาหรือไม่ มีการล้างสารกรองย้อนกลับ (Back Wash) ตามปริมาณมากน้อยของการใช้น้ำ แต่อย่างน้อยที่สุดควรล้างสารกรองเดือนละ 1 ครั้ง

 

 

น้ำบาดาล ไม่มีปัญหาในเรื่องคลอรีน แต่จะมีปัญหาในเรื่องคุณภาพน้ำ บ่อน้ำบาดาลที่มีคุณภาพจะต้องเป็นบ่อซึ่งเจาะลึกลงผ่านชั้นดิน ความลึกไม่ต่ำกว่า 100 เมตร ในบางที่ต้องเจาะลึกถึง 300 เมตร คือต้องเจาะถึงตาน้ำ บ่อน้ำบาดาลที่เจาะตื้น ๆ น้ำที่ได้จะเป็นน้ำซึ่งซึมมาจากบริเวณข้างเคียง จึงไม่ค่อยสะอาดนัก ผู้เลี้ยงปลาที่ใช้น้ำบาดาลบางรายอาจจะเคยพบปัญหาปลามีสีซีด เกล็ดปลากระด้าง ขุ่น ดูไม่มีชีวิตชีวา อาจจะแก้ปัญหาโดยการนำน้ำบาดาล ผ่านถังกรองน้ำซึ่งมีใยแก้ว ซีโอไลท ถ่านคาร์บอน ปะการัง หรืออื่น ๆ และพักน้ำทิ้งไว้สัก 1-2 วัน จะช่วยลดปัญหาได้บ้าง

 

ปั๊มพ์อากาศ หรือที่เรียกกันว่า ปั้มออกซิเจน จำเป็นต้องใช้แน่นอน เลือกขนาดที่พอเหมาะกับจำนวนบ่อที่ใช้เลี้ยง และควรมีเครื่องสำรองไว้ในกรณีเครื่องเดิมเสียด้วย

เมื่อสามารถเลือกใช้บ่อได้ตามความเหมาะสม พร้อมกับมีน้ำที่มีคุณภาพแล้ว เพื่อความสะดวกสบาย ควรมีการเดินท่อระบายน้ำเก่าทิ้ง และเดินท่อน้ำใหม่ลงสู่บ่อ การจัดระบบต่าง ๆ ให้ดีและพร้อมครบถ้วน จะทำให้ท่านมีความเพลิดเพลินในการเลี้ยง และเป็นงานอดิเรกที่ดีมาก ไม่เป็นภาระแต่อย่างใด

การเลือกซื้อปลา และข้อควรปฏิบัติในการเลี้ยง

ปัจจัยหลักอย่างแรกในการเลือกซื้อปลา นั่นก็คือ ความแข็งแรง ปลาขณะอยู่ที่ร้านจำหน่ายปลาจะต้องเป็นปลาที่แข็งแรง ว่ายน้ำ ไม่มีอาการซึม หากเป็นปลานำเข้าจากต่างประเทศ ควรเป็นปลาที่นำเข้ามาแล้วไม่น้อยกว่า 10 วัน สังเกตทั่วทุกส่วนของปลาจะต้องไม่มีบาดแผล หรือจุดแปลกปลอมใด ๆ ปัจจัยต่อมาก็คือความสวยงามของปลา ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์พอสมควร เพราะฉะนั้นจึงควรเลือกซื้อปลาจากร้านที่มีชื่อเสียง เชื่อถือและไว้วางใจได้

เมื่อเลือกซื้อปลาที่ท่านถูกใจได้และนำกลับบ้านแล้ว การปล่อยปลาจะต้องนำถุงปลาวางลอยไว้ในบ่อที่ใช้เลี้ยง ประมาณ 20-30 นาที เพื่อปรับอุณหภูมิน้ำในถุงให้เท่ากับน้ำในบ่อ หลังจากนั้นเปิดถุงปลาออก ตักน้ำในบ่อใส่เพิ่มลงไปในถุงทีละน้อย ปล่อยไว้สักระยะหนึ่ง แล้วจึงปล่อยปลาลงสู่บ่อได้ เมื่อปลาอยู่ในบ่อแล้ว สถานที่ สภาพน้ำ สภาพภูมิอากาศ อาจจะแตกต่างจากที่เคยอยู่เดิม และปลาจะอ่อนแอจากการเคลื่อนย้าย เพราะฉะนั้นจึงควรงดการให้อาหารแก่ปลา 1 วัน เพื่อให้ปลาปรับสภาพ และแข็งแรงก่อน ปัญหาที่มักพบบ่อยคือ การนำปลาใหม่ที่พึ่งจะซื้อ ไปปล่อยรวมกับปลาเดิมที่เลี้ยงอยู่แล้ว อาจจะทำให้ปลาป่วยได้ จึงสมควรที่จะต้องแยกเลี้ยงปลาใหม่ไว้ต่างหาก ประมาณ 10 วันขึ้นไป หากปลาแข็งแรงดี ไม่มีอาการใด ๆ ผิดปกติ ก็สามารถนำไปรวมกับปลาเดิม เลี้ยงในบ่อเดียวกันได้ หลังจากรวมปลาแล้วควรงดอาหารสัก 1-2 วัน แล้วสังเกตอาการปลาอย่างใกล้ชิด การเปลี่ยนน้ำในบ่อปลาเดิมเป็นน้ำใหม่ทั้งหมดก่อนการรวมปลาจะเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อของปลาได้เป็นอย่างดี

เลี้ยงอย่างไรให้ปลาโตและสวยด้วย

มีผู้กล่าวว่า ถ้าเลือกซื้อปลาที่สวยและมีสายเลือดที่ดี นำไปเลี้ยงแล้วปลามีการพัฒนาที่ด้อยลง แสดงให้รู้ว่าฝีมือการเลี้ยงยังไม่ดี ถ้าเลี้ยงแล้วปลาคงสภาพเดิม ฝีมือการเลี้ยงก็อยู่ในระดับทั่วไป แต่ถ้าเลี้ยงไปแล้วปลามีพัฒนาการที่ดีขึ้น ยิ่งโตยิ่งสวยขึ้น ก็เรียกได้ว่า มีฝีมือการเลี้ยงที่ดีมาก

การที่จะทำให้การเลี้ยงปลาทองให้โตด้วย และสวยได้ั ไม่ใช่เรื่องยากเย็น การเตรียมความพร้อมให้ครบถ้วนตามที่ได้เขียนไว้ข้างต้น เป็นพื้นฐานของการเลี้ยงปลาให้มีคุณภาพดีได้

ปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุด ก็คือ การเอาใจใส่ ดูแลปลา อย่างสม่ำเสมอ การรักษาคุณภาพน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำปลาทองของท่านอยู่เสมอ ๆ หากเปลี่ยนถ่ายน้ำได้ทุกวันยิ่งดี ไม่ใช่เรื่องยากหากท่านมีการเดินท่อน้ำใหม่ และเดินท่อน้ำเก่าทิ้ง เพียงแต่เปิดให้น้ำเก่าไหลทิ้ง ดูดสิ่งสกปรก ขี้ปลา ออก และเปิดเติมน้ำใหม่ลงสู่บ่อทีละน้อย ก็จะทำให้บ่อปลาของท่านมีน้ำที่ใสสะอาดอยู่ตลอดเวลา อุณหภูมิของน้ำใหม่ มักจะสูงกว่าอุณหภูมิของน้ำในบ่อ การเปิดเติมน้ำใหม่ทีละน้อย จะช่วยให้ปลาสามารถปรับตัวได้ และมีสุขภาพแข็งแรง ควรหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างกระทันหัน เพราะอาจจะทำให้ปลาอ่อนแอ และป่วยได้

การให้อาหารปลา ควรเลือกสรรอาหารปลาที่สะอาด และมีคุณภาพดี ในปัจจุบันอาหารเม็ดก็มีการพัฒนาคุณภาพของสินค้าขึ้นไปมาก มีโปรทีนสูง และอาหารเม็ดบางชนิดก็ช่วยให้ปลาย่อยง่าย ขับถ่ายเป็นปกติ และสามารถซื้อหาได้สะดวก ควรให้อาหารแก่ปลาครั้งละน้อย ให้ปลาสามารถกินหมดได้ภายใน 5-10 นาที หากเป็นปลาเล็ก จนถึงปลาในรุ่นโทไซ ควรให้อาหารบ่อยครั้งเพื่อให้ปลาสมบูรณ์ หากไม่มีเวลามากพอ ก็สามารถหาซื้อเครื่องให้อาหารปลาอัตโนมัติ ซึ่งตั้งเวลาการให้อาหารปลา และจำนวนอาหารมากน้อยตามที่ต้องการได้

การให้อาหารสด จำพวก หนอนแดง ลูกน้ำ ก็จะทำให้ปลามีความสมบูรณ์เต็มที่ แต่ทั้งนี้อาจจะเสี่ยงต่อการติดโรคได้ จึงควรนำอาหารเหล่านี้มาฆ่าเชื้อ โดยการแช่ในน้ำที่ผสมยาที่สามารถฆ่าปรสิต ปลิงใส เห็บ และเชื้อโรคอื่น ๆ ได้ เช่น ยา Aquarium 2 , ไซเตส หรือแช่ในน้ำผสมด่างทับทิม เป็นต้น โดยแช่ไว้ในระยะเวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นนำไปล้างในน้ำสะอาดหลาย ๆ เที่ยว แล้วจึงค่อยให้ปลากิน หรืออีกวิธีคือการนำอาหารสดล้างให้สะอาดตามขั้นตอนข้างต้น จากนั้นนำไปแช่ช่องแข็งในตู้เย็น อย่างน้อย 3 วัน แล้วจึงค่อยให้ปลากิน ก็จะสามารถควบคุมโรคได้อย่างดีที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ้การล้างอาหารสดให้สะอาดก่อนให้ปลากินจะแก้ไขปัญหาของเชื้อโรคที่ติดมาได้ แต่ข้อสำคัญอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้ามก็คือเปลี่ยนถ่ายน้ำให้สะอาดหลังจากการให้อาหารสด

การจับปลาขึ้นมาจากบ่อ ควรใช้กาละมังตักปลาขึ้นมาพร้อมกับน้ำ หรือกระชอนพิเศษที่ทำขึ้นโดยเฉพาะ การจับปลาด้วยมือเปล่าควรล้างมือให้สะอาดก่อน แต่ก็ไม่ควรทำ เพราะอุณหภูมิของมือคนจะอยู่ที่ประมาณ 36.5 องศา แต่อุณหภูมิของปลาจะต่ำกว่ามาก หากต้องการจับปลาด้วยมือจริง ๆ ให้นำมือแช่ไว้ในบ่อปลาสักพักหนึ่งก่อนแล้วค่อยจับ ก็สามารถช่วยได้

เมื่อปลาป่วย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสิ่งมีชีวิต ก็ควรรีบทำการรักษาทันที อย่าปล่อยไว้สักระยะแล้วค่อยรักษา เพราะจะทำให้ปลามีอาการทรุดลง และยากต่อการรักษา การที่ปลาจะป่วยได้จะต้องมีสาเหตุ ลองนึกย้อนหลังไปสัก 1-2 วันว่า การเลี้ยงของท่านมีอะไรผิดปกติไปบ้างหรือเปล่า เช่น ให้อาหารสดที่ไม่สะอาด , ปล่อยให้น้ำในบ่อสกปรก โดยไม่เปลี่ยนถ่ายน้ำ, น้ำฝนตกสู่บ่อ เป็นต้น การรักษาในเบื้องต้นคือการเปลี่ยนถ่ายน้ำให้สะอาด แล้วใส่เกลือสะอาดลงไปในบ่อเล็กน้อย งดการให้อาหารเด็ดขาด เปิดออกซิเจนให้แรงขึ้น คอยดูอาการ หากวันรุ่งขึ้นยังไม่ดีขึ้น ให้เติมเกลือลงในบ่อเพิ่ม รวมเป็นประมาณ 300 กรัม ต่อน้ำ 100 ลิตร ตามปกติปลาจะมีอาการดีขึ้นภายใน 1 –2 วัน

สรุปแล้ว ก็คือ น้ำสะอาด อาหารสมบูรณ์ หลีกเลี่ยงที่จะทำให้ปลาต้องปรับสภาพกะทันหัน เพียงเท่านี้ก็สามารถเลี้ยงปลาให้สวยได้แล้ว

ผมรวบรวมวิธีการเลี้ยงปลาทอง โดยอาศัยประสบการณ์ในการเลี้ยงที่ผ่านมา โดยเฉพาะปลาทอง Ranchu, Tosakin และ Jikin และอาศัยการสังเกต และสอบถาม Breeder ที่มีชื่อเสียง จากการที่ได้เดินทางไปเยี่ยมชมฟาร์มปลาที่ประเทศญี่ปุ่น แต่โดยทั่วไปแล้ว ปลาทองทุกสายพันธุ์จะมีวิธีการเลี้ยงที่ใกล้เคียงกัน ทำให้สามารถนำวิธีการเลี้ยงนี้ ไปใช้ได้กับปลาทองทุกชนิด

สำหรับผู้เลี้ยงทุกท่านที่ได้อ่านบทความนี้แล้วอาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากผมไป ขอให้ท่านช่วยแสดงความคิดเห็น เพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืนของวงการปลาทองต่อไป โดยสามารถแสดงความคิดเห็นมาได้ที่ webmaster@bossranchu.com

กลับสู่ด้านบน